Charles Frederick Worth : นักออกแบบโอต์กูตูร์คนแรกของโลก ผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่น

Charles Frederick Worth : นักออกแบบโอต์กูตูร์คนแรกของโลก ผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่น

Table Of Contents

เมื่อเรากล่าวถึงคำว่า “โอต์กูตูร์” (Haute Couture) หรือ แฟชั่นชั้นสูง ภาพของชุดกระโปรงยาวลากพื้น งานปักประดับสุดวิจิตร และห้องเสื้อหรูหราในกรุงปารีสมักจะปรากฏขึ้นมาในหัวเสมอ แต่เบื้องหลังความงดงามที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านั้น ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของชายเพียงคนเดียว ผู้ก้าวเข้ามาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์และเปลี่ยนสถานะของ “ช่างตัดเสื้อ” ให้กลายเป็น “ศิลปิน” อย่างแท้จริง สำหรับชาว Capheny ที่หลงใหลในศิลปะแห่งการแต่งกาย วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกอัตชีวประวัติของ ชาลส์ เฟรเดอริก เวิร์ท (Charles Frederick Worth) บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความวิจิตรของราชสำนักยุโรปกันค่ะ

โอต์กูตูร์ (Haute Couture) คืออะไร ?

โอต์กูตูร์ เป็นคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศส (Haute แปลว่า ชั้นสูง, Couture แปลว่า การตัดเย็บ) หมายถึง ศิลปะการตัดเย็บเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูง ที่เน้นความประณีตบรรจง การวัดตัวตัดเย็บแบบพอดีตัวเฉพาะบุคคล ด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม และทำด้วยมือแทบทุกขั้นตอน โดยมีต้นกำเนิดในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งบุคคลที่ริเริ่มระบบนี้และได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งโอต์กูตูร์ ไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส แต่เป็นดีไซเนอร์ชาวอังกฤษชื่อ ชาลส์ เฟรเดอริก เวิร์ท (Charles Frederick Worth) นั่นเอง

จากความขัดสน สู่การค้นพบแรงบันดาลใจในหอศิลป์

Charles Frederick Worth

ชาลส์ เฟรเดอริก เวิร์ท ในปี ค.ศ. 1892

ชาลส์ เฟรเดอริก เวิร์ท เกิดเมื่อวันที่ 13 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1825 ในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางที่เมืองบอร์น ประเทศอังกฤษ แต่โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อบิดาของเขาทิ้งครอบครัวไป ทำให้เวิร์ทในวัยเพียง 11 ปี ต้องออกจากการเรียนมาทำงานในโรงพิมพ์เพื่อหาเลี้ยงชีพ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินทางเข้าสู่กรุงลอนดอน และได้เข้าทำงานในร้านขายเสื้อผ้าชื่อดัง อย่าง Swan & Edgar และ Lewis & Allenby

ประสบการณ์ในร้านขายผ้าเหล่านี้ กลายเป็นเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจถึงศาสตร์แห่งสิ่งทอ แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเขามีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่หอศิลป์แห่งชาติลอนดอน (National Gallery) ความวิจิตรบรรจงของเครื่องแต่งกายในภาพวาดบุคคลสำคัญ ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ได้จุดประกายความฝันให้เขาอยากปลุกชีพอาภรณ์สุดคลาสสิกเหล่านั้น ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนเรือนร่างของสตรีในยุคสมัยใหม่

มหานครปารีส และจุดเริ่มต้นแห่งความยิ่งใหญ่

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล เวิร์ทในวัย 20 ปี ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดและเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1845 แม้จะเริ่มต้นด้วยความยากลำบากจากการสื่อสารภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ แต่ในที่สุดเขาก็ได้งานทำที่ร้าน Gagelin ซึ่งเป็นร้านขายผ้าและเครื่องประดับชั้นนำ

ด้วยทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมและสายตาอันเฉียบคม เขาได้รับอนุญาตให้เปิดแผนกตัดเย็บเสื้อผ้าขึ้นภายในร้าน ผลงานการออกแบบของเวิร์ทโดดเด่นจนสามารถไปคว้ารางวัลจากการจัดแสดงในงานนิทรรศการระดับโลก (Great Exhibition) ที่กรุงลอนดอนในปี ค.ศ. 1851 สร้างชื่อเสียงให้ทั้งร้าน Gagelin และตัวเขาเองจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

กำเนิด House of Worth และบทบาท “นักออกแบบโอต์กูตูร์คนแรกของโลก”

ห้องเสื้อ Maison Worth ที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 7 ถนนรู เดอ ลา แปซ์ (Rue de la Paix) กรุงปารีส

ห้องเสื้อ Maison Worth ที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 7 ถนนรู เดอ ลา แปซ์ (Rue de la Paix) กรุงปารีส

หลังจากสั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียง ในปี ค.ศ. 1858 เวิร์ทได้ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเปิดห้องเสื้อของตนเองร่วมกับหุ้นส่วน ในชื่อ Worth & Bobergh (ซึ่งต่อมาคือ House of Worth) บนถนน Rue de la Paix

ณ จุดนี้เองที่เขาได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการแฟชั่น จนได้รับการขนานนามว่าเป็น นักออกแบบโอต์กูตูร์คนแรกของโลก เพราะในยุคก่อนหน้านั้น ช่างตัดเสื้อมีหน้าที่เพียงแค่ทำตามคำสั่งและแบบที่ลูกค้าต้องการ แต่เวิร์ทกลับพลิกบทบาทอย่างสิ้นเชิง เขาออกแบบคอลเล็กชันเสื้อผ้าเตรียมไว้ล่วงหน้า นำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเอง และให้ลูกค้าเป็นผู้เลือกจากรสนิยมที่เขาคัดสรรไว้แล้ว การเปลี่ยนผ่านอำนาจการตัดสินใจนี้ ทำให้ดีไซเนอร์กลายเป็นผู้กำหนดเทรนด์อย่างเต็มภาคภูมิ

สำหรับใครที่หลงใหลในประวัติศาสตร์แฟชั่น และอยากอินกับวิวัฒนาการเครื่องแต่งกายของสตรีให้มากขึ้น แนะนำให้ตามไปอ่านกันต่อที่บทความ [ส่อง “ประวัติชุดเดรส” เส้นทางแฟชั่นผู้หญิงสู่เวทีระดับโลก]

ดีไซเนอร์คู่บุญแห่งราชสำนัก

สมเด็จพระจักรพรรดินีเออเฌนี พระมเหสีในจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส

สมเด็จพระจักรพรรดินีเออเฌนี พระมเหสีในจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส

ผลงานของเวิร์ทก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อชุดที่เขาออกแบบไปเตะตา สมเด็จพระจักรพรรดินีเออเฌนี พระมเหสีในจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส พระองค์ทรงโปรดปรานผลงานของเขาเป็นอย่างมาก และแต่งตั้งให้เขาเป็นช่างตัดชุดประจำราชวงศ์ การที่สตรีหมายเลขหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดด้านแฟชั่นทรงสวมใส่ชุดของ House of Worth ทำให้เหล่าขุนนาง ภรรยาทูต และเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลก (รวมถึงสหรัฐอเมริกา) ต่างหลั่งไหลมาต่อคิวที่ห้องเสื้อของเขา

สมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย

สมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย

หนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่โลกต้องจารึกคือชุด “Robe aux Étoiles” (อาภรณ์แห่งดวงดารา) ที่เขาออกแบบให้แก่ สมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย (หรือที่รู้จักในนาม ซิซี) ในปี ค.ศ. 1864 ซึ่งความงดงามของชุดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านภาพวาดสีน้ำมันของ ฟรันซ์ วินเทอร์ฮัลเทอร์ จนกลายเป็นภาพจำที่สวยงามที่สุดภาพหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะและแฟชั่น

นวัตกรรมที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมแฟชั่นตลอดกาล

ผลงานการออกแบบจาก House of Worth
ผลงานการออกแบบจาก House of Worth
ผลงานการออกแบบจาก House of Worth
ผลงานการออกแบบจาก House of Worth

ผลงานการออกแบบจาก House of Worth

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เวิร์ทได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งโอต์กูตูร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นเพราะเขาได้สร้าง “ระบบ” ที่ยังคงใช้ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

  • การใช้นางแบบที่มีชีวิต เวิร์ทเป็นคนแรกที่เลิกใช้ตุ๊กตาไม้ และให้นางแบบจริงสวมใส่ชุดเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นการเคลื่อนไหวของเนื้อผ้า โดยนางแบบอาชีพคนแรกของโลกก็คือ มารี แวร์แนต (Marie Vernet) ภรรยาคู่กายของเขานั่นเอง
  • การสร้าง Branding เขาเป็นคนแรกที่นำป้ายชื่อแบรนด์ไปเย็บติดไว้ด้านในของเสื้อผ้าทุกชิ้น เพื่อรับประกันความประณีตและสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • คอลเล็กชันตามฤดูกาล การออกคอลเล็กชันใหม่ ๆ หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการที่จะอัปเดตตู้เสื้อผ้าของตนเองอยู่เสมอ
  • การปรับเปลี่ยนโครงร่าง เขามีส่วนสำคัญในการยกเลิกกระโปรงสุ่ม (Crinoline) ที่เทอะทะ และนำเสนอความงามแบบใหม่ด้วยการใช้โครงหนุนสะโพกด้านหลัง หรือที่เรียกว่า Bustle

เวิร์ทคือศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังความสง่างามของเหล่าจักรพรรดินีในศตวรรษที่ 19 ตัดภาพมาที่ยุคปัจจุบัน เบื้องหลังลุคสวยสะกดของเหล่าเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ ก็ล้วนมาจากฝีมือของช่างแต่งหน้าคิวทองทั้งสิ้น ชวนทุกคนมาข้ามยุคไป [เปิดเส้นทางฝีแปรงของ Homeless Makeup ผู้เนรมิตลุคสุดปังให้คนดังระดับแถวหน้า] อีกหนึ่งศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะบนใบหน้าค่ะ

เถ้าถ่านสงคราม และบั้นปลายชีวิต

ความรุ่งโรจน์ของ House of Worth ต้องสะดุดลงชั่วคราวในช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ปี ค.ศ. 1870 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิฝรั่งเศส เวิร์ทต้องปิดกิจการชั่วคราวและดัดแปลงห้องเสื้อสุดหรูให้กลายเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากภัยสงคราม

แม้หลังสงครามจบลง ธุรกิจจะกลับมาเปิดได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากลูกชายทั้งสองคน แต่สุขภาพของเวิร์ทก็เริ่มถดถอยลง เขาเผชิญกับอาการไมเกรนเรื้อรังจากความเครียด และในที่สุด ชาลส์ เฟรเดอริก เวิร์ท ก็ได้เสียชีวิตลงด้วยภาวะปอดบวม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1895 ในวัย 69 ปี

แม้ร่างกายจะสูญสลาย แต่จิตวิญญาณแห่งความเป็น บิดาแห่งโอต์กูตูร์ ยังคงเป็นอมตะ House of Worth ได้รับการสานต่อโดยลูกชายของเขา และยังคงเป็นต้นแบบของความหรูหรา นอกจากนี้ เวิร์ทยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดการก่อตั้งสมาพันธ์ Chambre Syndicale de la Haute Couture ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลและรักษามาตรฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของคำว่า “โอต์กูตูร์” มาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องราวของ ชาลส์ เฟรเดอริก เวิร์ท คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องของเสื้อผ้า แต่คือศิลปะ ธุรกิจ และนวัตกรรม ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และสำหรับชาว Capheny อัตชีวประวัติของนักออกแบบท่านนี้ คงจะเป็นแรงบันดาลใจชั้นดี ให้เรากล้าที่จะสร้างสรรค์และนิยามความงามในแบบของตัวเองต่อไปค่ะ